This WordPress.com site is the cat’s pajamas

พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง : กรณีศึกษาพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในวัยรุ่นจังหวัดสงขลา

วัยรุ่น คือวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงสภาวะทางอารมณ์ เป็นช่วงรอยต่อของวัยเด็กและผู้ใหญ่ วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่นักจิตวิทยามองว่าเป็นช่วงเสี่ยงภัยสูง บ้างก็ว่าวัยรุ่นที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงมักเป็นช่วงวิกฤติช่วงหนึ่งของชีวิต เนื่องด้วยวัยรุ่นต้องรับทั้งอิทธิพลการเปลี่ยนแปลงทางร่ายกาย-จิตใจ อิทธิพลจากเพื่อน รวมถึงพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงด้านต่างๆ

ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำจำกัดความใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หน้า 1062 อธิบายความหมายของคำว่า “วัยรุ่น” เอาไว้ว่า วัยรุ่น น. วัยที่มีอายุประมาณ 13-19 ปี

Dr.Haim Ginott (ดร.เฮม จีนอตต์) ศึกษาไว้ในหนังสือชื่อ Between Parent and Teenager ให้คำจำกัดความของคำว่า “วัยรุ่น” เอาไว้ว่า วัยรุ่น คือวัยที่ต้องการจะทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ต้องการคำสั่งจากพ่อแม่ พวกเขาเหมือนคนที่มาขอกู้เงิน แต่อยากจะตัดสินเรื่องการใช้เงินกู้ก้อนนั้นด้วยตนเอง ไม่ว่าพ่อแม่ผู้เป็นผู้ให้เงินกู้จะดีแสนดีแค่ไหน ลูกวัยรุ่นผู้เป็นคนกู้ก็ไม่อยากจะรับฟังความคิดเห็นใดๆทั้งสิ้น

Stone and Church ได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวัยรุ่นเอาไว้ในหนังสือชื่อ Childhood and adolescence ให้คำจำกัดความของคำว่า “วัยรุ่น” เอาไว้ว่า วัยรุ่น คือ ช่วงวัยที่เด็กจะพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ในระยะนี้เด็กเริ่มให้ความสนใจตนเอง ค้นหาตนเอง แสวงหาค่านิยมและปรัชญาชีวิต ขณะเดียวกันมักจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับตนเอง ส่วนทางด้านจิตใจวัยรุ่ยจะพัฒนาทางด้านความรู้สึกนึกคิด และอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นรัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ค่อนข้างจะรุนแรง (Ston,L.J., & Church,J. /1988 /Childhood and adolescence. New York : McGraw Hill.)

จรรยา เศรษฐพงศ์ ศึกษาไว้ใน พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพของวัยรุ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช(วิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์) หน้า 9 อธิบายไว้ว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพทางด้านต่างๆมากที่สุด ส่วนใหญ่จะเริ่มพบในวัยรุ่นตอนต้นและวัยรุ่นตอนกลาง โดยวัยรุ่นแต่ละช่วงอายุจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย อารมณ์และพฤติกรรมที่แตกต่างกัน

ในหนังสือจิตวิทยาวัยรุ่น ของ รศ.วิทยากร เชียงกูล หน้า 9 อธิบายความหมายของคำว่า “วัยรุ่น” เอาไว้ว่า วัยรุ่น คือ วัยเปลี่ยนผ่านจากเด็กโตไปเป็นผู้ใหญ่ โดยทั่วไปมักจะหมายถึงคนในวัย 11-19 ปี คำว่า Adolescence มาจากภาษาลาตินหมายถึงการเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คำว่า Teenage หมายถึงคนที่อายุ 13-19 ปี ซึ่งคำภาษาอังกฤษลงท้ายด้วย Teen ช่วงอายุของวัยรุ่นอาจจะแตกต่างกันแล้วแต่ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม พัฒนาการของแต่ละบุคคลและยุคสมัย ในยุคปัจจุบันเด็กเป็นวัยรุ่นเร็วขึ้น เช่น 9-10 ปี ก็เริ่มที่จะเป็นวัยรุ่นแล้วและหลายคนคงมีพัฒนาการทางวุฒิภาวะทางอารมณ์ช้า คือถึงอายุ 20-22 ปี แล้วก็ยังมีนิสัยเป็นแบบวัยรุ่น ยังเป็นผู้ใหญ่ไม่เต็มที่ ที่เด็กยุคปัจจุบันเป็นวัยรุ่นกันเร็วขึ้นส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเด็กรุ่นใหม่มีอาหารการกินที่ดีขึ้น เรียนรู้เรื่องเพศจากสื่อและสภาพแวดล้อมเร็วขึ้น และที่พวกเขาก้าวข้ามพ้นช่วงวัยรุ่นช้าลง อาจจะเป็นเพราะวัยรุ่นในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่และต้องเรียนหนังสือนานขึ้นกว่าสมัยก่อน

ในรายงานการศึกษาของ ศิริกุล อิสรานุรักษ์/ศรีเรือน แก้วสังวาล และอุมาภรณ์ ตรีสมบัติ ได้สรุปถึงความหมายของคำว่าวัยรุ่น และการแบ่งเกณฑ์กำหนดระยะในวัยรุ่นไว้ว่า วัยรุ่น หมายถึงผู้ที่มีอายุระหว่าง 13-20 ปี สามารถแบ่งเกณฑ์การกำหนดระยะในวัยรุ่นได้เป็น 3 ระยะดังต่อไปนี้
1. วัยรุ่นตอนต้นมักอยู่ในช่วงอายุ 13-15 ปี ในช่วงนี้วัยรุ่นจะมีความคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจทำให้อารมณ์หงุดหงิดและแปรปรวนง่าย เพื่อนมักมีอิทธิพลสูงสุด
2. วัยรุ่นตอนกลางมักอยู่ในช่วงอายุ 16-18 ปี เป็นระยะที่มีการยอมรับสภาพร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว มีความเป็นตัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น พยายามที่จะเอาชนะความผูกพันและความเป็นอิสระจากการพึ่งพิงของบิดามารดา
3. วัยรุ่นตอนปลายมักอยู่ในช่วงอายุ 19-20 ปี มีการเจริญเติบโตของระบบอวัยวะเพศและสามารถทำหน้าที่ได้เต็มที่ มีการพัฒนาทางด้านจิตใจได้มากกว่าทางด้านร่างกาย ในช่วงนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลับมาสร้างสัมพันธภาพกับบิดามารดา ผู้ปกครองใหม่ในรูปแบบที่พัฒนาขึ้นเพราะช่วงนี้สมองส่วนลิมบิกและฮอร์โมนต่างๆจากต่อมไร้ท่อมีความสมดุลขึ้น วัยรุ่นจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและยอมรับผู้อาวุโสในแง่ประสบการณ์ (อ้างอิงจากรายงานการศึกษาของ ศิริกุล อิสรานุรักษ์ หนังสือการบริหารความเสี่ยงในการดูแลสุขภาพเด็ก ปี พ.ศ.2546/ศรีเรือน แก้วสังวาล หนังสือจิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกช่วงวัย เล่ม 2 ปี พ.ศ.2540 และ อุมาภรณ์ ตรีสมบัติ หนังสือ Everest ลูกค้นหาความนับถือตนเอง ปี พ.ศ.2542)

จากทรรศนะของผู้รู้และนักวิชาการดังกล่าวอ้างมาข้างต้นจึงพอสรุปได้ว่า “วัยรุ่น” หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่าง 13-20 ปี(โดยประมาณ) คือวัยที่ต้องการจะทำอะไรด้วยตนเอง ไม่ต้องการคำสั่งจากพ่อแม่ วัยรุ่น คือ ช่วงวัยที่เด็กจะพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ในระยะนี้เด็กเริ่มให้ความสนใจตนเอง ค้นหาตนเอง แสวงหาค่านิยมและปรัชญาชีวิต วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพทางด้านต่างๆมากที่สุด ในยุคปัจจุบันเด็กเป็นวัยรุ่นเร็วขึ้น เช่น 9-10 ปี ก็เริ่มที่จะเป็นวัยรุ่นแล้วและหลายคนคงมีพัฒนาการทางวุฒิภาวะทางอารมณ์ช้าซึ่งคงสืบเนื่องมาจากเพราะวัยรุ่นในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่และต้องเรียนหนังสือนานขึ้นกว่าสมัยก่อน สามารถแบ่งเกณฑ์การกำหนดระยะในวัยรุ่นได้เป็น 3 ระยะคือ วัยรุ่นตอนต้นมักอยู่ในช่วงอายุ 13-15 ปี วัยรุ่นตอนกลางมักอยู่ในช่วงอายุ 16-18 ปี และวัยรุ่นตอนปลายมักอยู่ในช่วงอายุ 19-20 ปี

กรณีศึกษาพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในวัยรุ่นจังหวัดสงขลา (Case 1 ความก้าวร้าวรุนแรงในนักศึกษาระดับ ปวช.1 เลิกเรียนเจออริเลยตีด้วยเหล็กแป๊บจบเลือดอาบ)
Case 1 นี้เกิดขึ้น ณ วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา หลังจากที่ผู้เขียนสอนในรายวิชาหนึ่งเสร็จ สั่งการบ้าน เช็คชื่อ จากนั้นก็ปล่อยให้นักศึกษาระดับ ปวช.1 เลิกชั้นเรียนกลับบ้านไปทำรายงานที่ได้รับมอบหมาย ปรากฏว่าเพียงไม่ถึง 20 นาทีผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากครูฝ่ายปกครองให้มารับตัวนักศึกษาระดับชั้น ปวช.1 ห้องดังกล่าว 7 คนที่ไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับอีกแผนกหนึ่ง(วิทยาลัยเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน) เริ่มจากการเดินเป็นกลุ่มใหญ่ๆเพื่อที่จะไปยังคิวรถหน้าวิทยาลัย พอไปถึงหน้าสหกรณ์เจออริเก่า เกิดความไม่พอใจเข้าไปรุมทำร้าย ทุบ ตี ด้วยเหล็กแป๊บจนเลือดอาบหน้า เสร็จกิจจึงแยกย้ายกันหลบหนี สุดท้ายถูกครูฝ่ายปกครองตามรวบตัวได้ทันควันยกชุด เรียกผู้ปกครองนักศึกษาเข้าประชุมด่วนในวันรุ่งขึ้น สอบสวนในเบื้องต้นนักศึกษาให้การว่าเป็นอริกันมาก่อนสมัยเรียนระดับชั้น ม.ต้นโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผิดใจกันมานานจวบจนสบโอกาสจึงกระทำการดังกล่าวขึ้น สุดท้ายจบเรื่องด้วยการให้ผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายตกลงกัน เคลียร์กัน เรื่องจึงจบ

Case แรกนี้จะสังเกตว่าความรุนแรงในนักศึกษากลุ่มดังกล่าวมีความมุ่งหมายชัดเจนจากภาพความบาดหมางในครั้งอดีตของนักศึกษาคนหนึ่ง(ในกลุ่ม) คือเหตุกระทบกระทั่งกันแต่ครั้งสมัยเรียน ม.ต้นที่โรงเรียนเก่า พอมาเจอกันในสถานที่เรียนแห่งใหม่ ประกอบกับฝ่ายตนมีกำลังมากกว่าฝ่ายอริ(ผู้ถูกรุมทำร้าย)บวกกับมีกลุ่มเพื่อนคอยเชียร์คอยหนุนอยู่ข้างหลัง จึงเกิดความฮึกเหิมรุมทำร้ายฝ่ายตรงข้าม อันนี้น่าจะจัดอยู่ในพฤติกรรมที่เรียกกันว่า “ความก้าวร้าวทางตรง” ซึ่งมักแสดงออกโดยมีเจตนาอย่างชัดแจ้งที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายเป็นหลัก อนึ่ง กล่าวกันว่าผู้ชายมี “ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน” สูงกว่าผู้หญิง ผู้ชายจึงสามารถแสดงความก้าวร้าวออกมาได้มากกว่าเช่นกัน คำอธิบายทฤษฎีความก้าวร้าวสมัยใหม่กล่าวว่าพฤติกรรมความก้าวราวในมนุษย์เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหยาบที่เรียกกันว่า “สมองสัตว์” หรือ Reptile Brain ซึ่งเป็นเซลล์ส่วนฝังลึกอยู่กลางสมองทำการสะสมประสบการณ์ทางลบต่างๆ บวกกับหากบุคคลผู้นั้นมิได้รับการเกลาทางจิตใจให้จิตส่วนตน(Ego) และจิตคุณธรรม(Super Ego)ได้รับประสบการณ์ทางบวก จะส่งผลให้จิตหยาบ(Id)สะสมความพฤติกรรมก้าวร้าวจนระเบิดออกในที่สุด(ดังพฤติกรรมของนักศึกษากลุ่มดังกล่าวมาข้างต้น)

สอดคล้องกับที่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิเคราะห์ได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีทางจิตวิทยา(Psychological Theory) เอาไว้ว่า บุคคลที่กระทำผิดคือผู้ที่ปฏิบัติไปตามสันดานดิบ(Id)ขาดการควบคุม ขาดสติ ขาดวัฒนธรรมและคุณธรรม คนเรานั้นเกิดมาพร้อมกับ Id ส่วน Ego และ Super Ego นั้นค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ประสบการณ์ในวัยเด็กและองค์ประกอบทางเพศมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและชีวิตของมนุษย์มาก ระบบทั้ง 3 ดังกล่าวต้องต่อสู้ มีความขัดแย้ง ต้องปรับตัวกันตลอดเวลา ถ้าการกระทำบางอย่างของคนไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม Ego ก็คอยห้ามไว้ไม่ให้ทำ ถูกห้าม ความรู้สึกอยากทำนั้นก็จะถูกเก็บกดลงไปในจิตใต้สำนึก(Unconscious Mind) เมื่อถูกเมื่อเก็บกดไว้นานๆ บางครั้งเมื่อ Ego และ Super Ego อ่อน การกระทำผิดก็อาจเกิดขึ้นได้(ทฤษฎีทางจิตวิทยา ของซิกมันด์ ฟรอยด์ กล่าวอ้างโดย สุชา จันทร์เอม ในหนังสือจิตวิทยาเด็กเกเร หน้า 13)

ซึ่งใน Case แรกนี้คงเข้าเค้ากับที่ ดร.กุลยา ตันติผลาชีวะ ได้อธิบายเอาไว้เกี่ยวกับกรณีศึกษาเหตุ “ความก้าวร้าวเพราะสมองถูกกระตุ้น” อย่างน่าสนใจว่า การศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของสมองและการทำงานของสมองได้ถูกนำมาอธิบายพฤติกรรมและการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง ร่างกายและจิตใจเป็นกลไกการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกันเป็นหนึ่งเดียว การสัมผัสรับรู้ความรู้สึกจะถูกส่งผ่านไปยัง “สมองส่วนอารมณ์” การได้ยิน การได้เห็น การได้ฟังก็ผ่านเข้าสู่สมองส่วนอารมณ์ซึ่งเรียกกันว่า ระบบลิมบิก (Limbic System) โดยข้อมูลประทับใจจะถูกส่งไปเก็บไว้ในสมองในทางบวก ส่วนข้อมูลทำลายจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่เรียกว่า “สมองสัตว์” หรือ Reptile Brain ซึ่งเป็นสมองส่วนหนึ่งในศูนย์อารมณ์ที่จะเก็บสะสมความเกลียดชังเข้าไว้ในรูปก้าวร้าว หากสมองส่วนนี้ถูกกระตุ้นมากขึ้นความก้าวร้าวก็จะงอกงาม นานวันหากสะสมความก้าวร้าวไว้มากเข้าๆมิได้ถูกขัดเกลา จะกลายเป็นลักษณะ “ก้าวร้าวอันธพาล” ได้ (อ้างอิงจาก ดร.กุลยา ตันติผลาชีวะ หนังสือทำไมเด็กก้าวร้าวรุนแรง สรุปความหน้า 50-52)

มีคำถามตามมาอีกว่าแล้วทำไมนักศึกษาใน Case แรกที่กล่าวมาข้างต้นนั้นต้องช่วยกันรุมทำร้ายนักศึกษาอันเป็นอริของเพื่อนในกลุ่มด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยบาดหมางเป็นการส่วนตัวหรือเคยรู้จักกันมาก่อนเลย ในเรื่องนี้น่าที่จะเป็นผลมาจากอิทธิพลของเพื่อนในกลุ่ม คือความต้องการการยอมรับจากเพื่อนในกลุ่ม ดังทฤษฎี “อิทธิพลของเพื่อนในทางลบ” ที่ รศ.วิทยากร เชียงกูล ได้อธิบายเอาไว้ว่า วัยรุ่นมีความต้องการยอมรับ การเห็นด้วยและการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนสนิทมาก เด็กวัยรุ่นที่รู้สึกโดดเดี่ยว ถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อนมีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อทำตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อนประเภทชอบพฤติกรรมเสี่ยง ในสถานการณ์นี้อิทธิพลของกลุ่มเพื่อนจะทำให้วัยรุ่นขาดการตัดสินใจที่ดี กลุ่มเพื่อนสามารถมีอิทธิพลทางลบให้วัยรุ่นกล้าตัดสินใจและทำพฤติกรรมที่ปกติเขามีค่านิยมที่ไม่เห็นด้วยได้ เพราะความต้องการได้รับการยอมรับ การเห็นด้วย การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนมีความรุนแรงมากกว่าค่านิยมทางจริยธรรมที่วัยรุ่นคนนั้นเคยมี เด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาบางคนยอมเสี่ยงที่จะถูกพ่อแม่ลงโทษ พ่อแม่เลิกไว้วางใจหรือแม้แต่เสี่ยงคุกตาราง เพียงเพื่อต้องการให้กลุ่มเพื่อนที่เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งยอมรับ(อ้างอิงจาก รศ.วิทยากร เชียงกูล หนังสือจิตวิทยาวัยรุ่น หน้า 102-103)

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีสนับสนุนอีกตัวที่เข้ามามีส่วนในการอธิบายการรุมทำร้ายนักศึกษาคู่อริใน Case แรก ซึ่ง วอลเตอร์ ซี เรคเลซ(Walter C. Reckless) ได้กล่าวอ้างถึงทฤษฎีกลไกของการควบคุม(Containment Theory) ว่าบุคคลจะยับยั้งไม่กระทำความผิดต่อเมื่อมีกลไกการควบคุมสูง กลไกการควบคุมภายนอกได้แก่ความรักหมู่รักคณะ ความผูกพันทางสังคมกับผู้อื่น สำหรับกลไกการควบคุมภายในได้แก่การควบคุมตนเอง ความคาดหวังที่มีเหตุมีผล การมีทัศนคติที่ดีต่อตนเอง การมีความรับผิดชอบ ความสามารถอดทนต่อความคับข้องใจ การหาสิ่งชดเชยให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ และอื่นๆ โดยมีแรงอยู่สามแรงที่ผลักดันให้คนคอยกระทำผิด ได้แก่ 1. แรงกดดันทางสังคม 2. แรงดึงดูดทางสังคม และสุดท้ายคือ “แรงปรารถนาภายใน” หรือ Inner Pushes ได้แก่ความไม่พอใจ ความผิดหวัง ความเครียด ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความก้าวร้าว เป็นต้น (Reckless, Walter C. the Crime Problem. Bombay : Feffer and Simons Private ltd.,1971.)

******หมายเหตุ******
บทความชุดแนวคิดเรื่องพฤติกรรมเสี่ยง กรณีศึกษาเด็กติดเกม และพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในวัยรุ่นไทย ดัดเเปลงมาจากงานเขียนชุด “แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมด้านพฤติกรรมเสี่ยง : กรณีศึกษาการแก้ปัญหานักศึกษาติดเกมของวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา”

บทความโดย : อ.คุณาพร ไชยโรจน์/23.19 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2553
ห้องคุยกับคุณาพร. http://www.siamsouth.com/smf/index.php?board=11.0
เว็บไซต์เพื่อศิลปวัฒนธรรมไทยภาคใต้(ของคุณดล) http://www.siamsouth.com/


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: